[BR] Day1 : Alone

posted on 28 Nov 2012 11:15 by millky-ice in BR
 
เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
 
.............
 
 
 
คิรามี้~~~อรุณสวัสดิ์~~~~ (≧◡≦)

นางิจัง เรร่าจัง มิยะจัง มาซาโตะคุง เท็ตสึคุง อรุณสวัสดิ์น้าาา

อ๊ะ โคโตเนะจัง วันนี้เอาอะไรมากินเหรอ ♪( ´ ▽ ` )

อื้อ! นี่ไส้กรอกคุณแมงกะพรุนไงล่ะ! ฉันทำเอง

มันก็ต้องชาป๊อกก้าแหงอยู่แล้ว นี่น่ะสุดยอดเลยนะ *หัวเราะ*

ฉันชอบของหวานที่สุดเลยล่ะ ขอบคุณนะฮารุคุง!

อ๊ะ โคเฮย์คุง! มาตั้งแต่เมื่อไรน่ะ? ตกใจหมดเลย *หัวเราะ*

นี่ๆ ฮิทจี้ วันนี้ไปเกมเซ็นเตอร์กัน! นะ นะ นะ นะ?

 

 

ฉันน่ะนะ ถึงจะเป็นลูกคนเดียว แต่ไม่ว่าเมื่อไรก็ไม่เคยเหงาเลยล่ะ

เพราะว่ามีทุกคนอยู่ด้วยตลอด ฉันถึงยิ้มและหัวเราะได้อย่างนี้

ถ้าได้อยู่กับทุกคนตลอดไปแบบนี้ก็คงจะดีสิน้า~

 

 

 

.

.

.

.

 

 

แต่ว่า

ตอนนี้...ทุกคนอยู่ที่ไหนกันนะ...?

 

 

 

 

ฉันยืนอยู่คนเดียว ณ ที่แห่งนี้


.............ขาทั้งสองข้างก้าวไปข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย ทั้งที่เหยียบลงไปบนพื้นทุกก้าว แต่ฉันกลับไม่รู้สึกถึงสัมผัสของมันเลย ราวกับว่าไม่ใช่ขาของตัวเองที่กำลังเดินอยู่ มีเพียงน้ำหนักของสายสะพายกระเป๋าที่กดลงบนไหล่ทั้งสองข้างเท่านั้นที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองยังอยู่ตรงนี้

 

อย่าคิดนะ... 

ฉันบอกตัวเองซ้ำๆในหัว ตามองตรงไปข้างหน้า พยายามลืมเสียงที่ดังก้องเมื่อครู่ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ลมหายใจที่สูดเข้าไปทำให้ในลำคอรู้สึกแสบ เจ็บในหน้าอกจนไปต่อไม่ไหว

ฉันนั่งลงที่ข้างพุ่มไม้เล็กๆ ปลดกระเป๋าจากไหล่ทั้งสองข้างลง รู้สึกปวดชาไปทั้งตัวจนอยากจะลงไปนอนกับพื้น ฉันเหลือบมองกระเป๋าสองใบที่ถูกกองไว้ข้างตัว

กระเป๋านร.ใบเล็กที่อยู่ห่างออกไปนั้นคือของขวัญวันเกิดที่ฉันได้รับจากแม่เมื่อปีที่แล้ว คืนก่อนวันทัศนศึกษาฉันใช้ความพยายามมากมายในการยัดเหล่าตุ๊กตาลงไป แต่เนื่องจากพื้นที่ไม่พอ จึงต้องยอมเอามาแค่ตุ๊กตาหมีริแลคคุมะตัวเล็ก ส่วนพื้นที่ที่เหลือฉันใส่ของจุกจิกและขนมมากเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้เอามาแบ่งกันกินบนรถกับเพื่อนๆในขณะเดินทาง

...ส่วนกระเป๋าเป้ใบใหญ่อีกใบที่อยู่ข้างตัวนั้น ฉันเพิ่งได้รับมันมาเมื่อไม่นานนี้

 

ฉันจ้องมองซิปที่ติดอยู่บนกระเป๋า ความรู้สึกบางอย่างเตือนฉันว่าอย่าเปิดมัน อย่าคิดจะแตะต้องมันโดยเด็ดขาด...

 


สิ่งที่อยู่ในนั้นนอกจากขนมปัง ขวดน้ำ ซองพลาสติกใส่เข็มทิศ ปากกา และกระดาษที่ดูเหมือนจะเป็นแผนที่แล้ว ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ดูคุ้นตา คล้ายกับปืนบังคับของชูตติ้งเกมที่เกมเซ็นเตอร์ ถึงจะไม่ได้เอื้อมมือไปสัมผัส แต่ก็รู้ว่านี่เป็นปืนของจริง ไม่ใช่ปืนเด็กเล่นที่เอาไว้เล่นสนุกคลายเครียดตามตู้เกม

 

เสียงเมื่อกี๊ก็เสียงปืนจริง...

ภาพของห้องเรียนเก่าๆย้อนกลับเข้ามาในหัว เพื่อนที่เดินจากไปทีละคน ไม่มีเสียงหัวเราะอีกต่อไปแล้ว...


...นี่เป็นเกมไล่ล่า ถ้าไม่ฆ่าก็จะถูกฆ่า ไม่มีทางหนี ไม่มีทางออก ทุกคนคือศัตรู เพื่อนที่พร้อมจะหันอาวุธใส่เราทุกเมื่อ ไม่ได้ยินเหรอ เสียงปืนเมื่อกี๊น่ะของจริงนะ เกมเริ่มขึ้นแล้ว การไล่ล่าเริ่มขึ้นแล้ว เธอยังคิดจะหนีอยู่อีกเหรอ?

 

ประสาทสัมผัสของฉันเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง

 

 

…..และนั่นทำให้ฉันรู้สึกถึงวัตถุเย็นเยียบที่อยู่รอบลำคอ

 

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว

 

.............ฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่ในท่ากอดเข่าขดตัวเป็นก้อนกลม คราบน้ำตาชื้นๆยังคงอยู่บนใบหน้า แขนเสื้อ และบนหัวเข่า รู้สึกปวดหนึบที่ขมับทั้งสองข้าง

 

ฉันคงจะเผลอหลับไป...

กระเป๋าเป้อยู่ห่างออกไป1เมตร เปิดคาทิ้งไว้ สิ่งที่อยู่ข้างในยังคงตำแหน่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ฉันยกมือแตะที่ปลอกคอ คิดถึงเพื่อนๆ แล้วก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาขึ้นมาอีกครั้ง

อย่าร้องไห้นะ เลิกคิดเดี๋ยวนี้

ฉันกะพริบตาถี่ๆ  รู้สึกปวดจี๊ดที่หางตาทั้งสองข้าง

คิรามิ ถ้าเป็นเธอ จะทำยังไงนะ...

แม่...พ่อ....อยากกินโอโคฯฝีมือพ่ออีกจัง

รู้งี้ถ่ายรูปกับทุกคนให้ครบเลยก็ดีหรอก

ฉันพยายามสลัดความคิดในหัวออกไป คลานไปที่กระเป๋าเป้ แล้วใช้เวลาจัดการกับของที่ไม่จำเป็น

ไม่ได้....

ให้ทิ้งคุณหมีน่ะฉันทำไม่ได้หรอกนะ

ที่ฉันอยากจะทิ้งจริงๆน่ะคือ...

 

ฉันมองปืนกล 9mm ที่อยู่ในเป้นิ่งๆ ...เพราะเจ้านี่นี่เอง กระเป๋าถึงได้หนักขนาดนี้

จู่ๆก็เกิดความคิดอยากจะเขวี้ยงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าออกไปให้ลอยหายลับสายตา ไม่อยากแม้แต่จะมอง จะทำยังไงก็ได้ให้มันหายไปจากตรงนี้  ไม่ต้องการ ไม่อยากเห็น รู้สึกสิ้นหวังจนอยากจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

แล้วฉันก็นึกถึงคำพูดของเขา

 

"ออกไปทางหลังตึก วิ่งจนกว่าจะไม่มีใครตามเธอไป ถ้าไม่เจอกัน ฉันจะตามหาเธอเอง"

 

ฉันหลับตาลง กำมือแน่น ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมา ก่อนจะยกมือซ้ายปาดมันออก แล้วตัดสินใจลุกขึ้นยืน

 

 

 

 

แม้แต่พระอาทิตย์ก็จากไป

 

.............ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีจากสีฟ้าสดใสกลายเป็นสีม่วง สีแดง สีส้ม ค่อยๆจางหายไปช้าๆ ฉันแหงนหน้าพิงก้อนหินที่อยู่ติดกับชายป่า จ้องมองสีสันมากมายเหล่านั้นค่อยๆซึมหายไปกลายเป็นสีเทาหม่น


ทำไมถึงไม่เจอใครเลย?

เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจมาตลอดบ่าย  หลังจากเดินตามหาไปทั่วจนอ่อนล้า ฉันนึกขึ้นได้ว่าควรจะทานมื้อเย็น จึงหยิบมันฝรั่งทอดกรอบออกมาจากถุง แต่เมื่อเข้าปากไปได้ไม่กี่ชิ้นก็รู้สึกปั่นป่วนในท้อง ไม่มีความอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย จึงเก็บมันกลับเข้าที่เดิม

ท้องฟ้าเริ่มมืดจนกลายเป็นสีดำสนิท ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหนาวจนต้องกระชับเสื้อโค้ทแน่น

หนาว....รู้งี้เอากระเป๋าเสื้อผ้ามาด้วยก็ดีหรอก...

มืดจัง...

ไม่ชอบเลย...

ฉันหยิบไฟฉายออกมาจากกระเป๋า กดเปิดแล้วส่องไปยังพื้นที่โล่งตรงหน้า เกิดเป็นภาพของวงกลมสีขาววงหนึ่ง

ฉันจ้องมองพื้นที่สีดำสนิทที่อยู่รอบวงกลมนั้น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นวงกลมสีขาว ถูกรายล้อมด้วยสีดำที่มืดสนิท ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างนอกนั้น ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเข้ามาข้างในเมื่อไร ไม่รู้ว่าจะทำยังไง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับตัวเอง

ฉันกดปิดไฟฉาย ทุกอย่างกลายเป็นสีดำสนิท

 

รู้สึกถึงอุณหภูมิที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ ฉันเปิดฝาพับของโทรศัพท์มือถือขึ้นมา บนหน้าจอบอกเวลาทุ่มตรงพอดี ฉันปิดฝาพับลงไป แล้วใช้นิ้วโป้งงัดเปิดขึ้นมาใหม่ ทำอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาประมาณสิบกว่ารอบ แล้วจึงกดดูรูปในเครื่อง มีเสียงบางอย่างดังขึ้น

ทั้งที่ฝาพับยังเปิดอยู่แต่แสงสว่างจากมือถือก็ดับไป ฉันแปลกใจนิดหน่อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านั่นคือเสียงเตือนแบตหมด

….................

 

อากาศยังคงหนาวขึ้นเรื่อยๆ

ฉันลากกระเป๋ามากองสุมไว้ที่ตัว แม้จะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย นิ้วมือเริ่มชาไร้ความรู้สึก ริมฝีปากสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แขนสองข้างกอดตัวเองแน่น ชันเข่าขดตัวเป็นก้อนกลม  เกร็งขากับหลังจนปวดไปหมด สายตาเริ่มพร่ามัว


หนาวจัง...

ไม่ได้นะ จะหลับไม่ได้

ทำยังไงดี ทำยังไงดี

ใครก็ได้...

ใครก็ได้.....

 

 

 

 

ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลยสักคน

 

ไม่มีใครเลย

ฉันกดเปิดไฟฉาย

ไม่มีใครเลยจริงๆ...

แล้วก็กดปิด

ฉันอยู่ตัวคนเดียว

ฉันกดเปิดไฟฉาย

ไม่อยากอยู่คนเดียวเลย

แล้วก็กดปิด

 

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด

ตามมาด้วยเสียงคล้ายอะไรสักอย่างระเบิดลอยมาจากที่ไกลๆ


ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร...

ต้องไม่เป็นไรสิ ไม่เป็นไร.


ฉันจิกเล็บลงบนเข่าแน่นจนเป็นรอย แต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บเลย


ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร

นี่ต้องเป็นความฝันแน่ๆ นี่ต้องเป็นความฝันแน่ๆ 

เป็นความฝันแน่ๆ ตื่นซะทีสิ ตื่นซะที


มือที่วางอยู่บนหัวเข่าสั่นไม่หยุด


ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ไม่เป็นไรนะ

เดี๋ยวก็เช้าแล้วล่ะ....

กึก กึก กึก กึก กึก กึก

 

 

 

รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าในปากมีรสเลือดอยู่

ฉันยกนิ้วแตะริมฝีปากแห้งแตกที่เผลอกัดจนเป็นแผล  หลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบๆ

ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า...

 

 

 

[ TBC in Day 2 ]

 

 

 

 

 

 

.....................


วันนี้เป็นวันครบรอบ1ปีที่ได้ลงชิโอริในคอมมูนี้พอดีเลยค่ะ :D

เป็นลูกอีกคนที่รักมาก ต้องขอบคุณทุกคนมากจริงๆค่ะที่ช่วยเอ็นดูเด็กคนนี้มาตลอด *โค้ง*

ไม่ได้อัพบล็อกมานานมาก แต่ว่าไม่ได้แต่งอะไรแบบนี้มานานมากกว่าอีก (ฮา)

อ่านเอ็นทรี่ของทุกคนสนุกมากจริงๆ น้ำตาจะไหลเกือบทุกอันเลย 555 ทุกคนสุดยอดจริงๆค่ะ!


Comment

Comment:

Tweet

//เอาใจช่วยชิโอริกับฮิเดะฮิสะน๊าา

#8 By por_kk on 2012-12-09 03:15

อ่านแล้ว รู้สึกตื่นเต้น พานิคตามไปเลยแฮะ 
 //รอติดตามตอนต่อไป// สู้ต่อไปชิโอริ (ส่งเสียงเชียร์แบบคอมิคเบสบอล)

#7 By Galu* on 2012-11-28 20:09

จะบอกว่า เท่าที่อ่านมา เอนทรีของชิโอริเป็นทรีที่พี่สะเทอนใจที่สุด 
แบบชิโอรินเป็นเด็กใสมากๆ ใสจนไม่อยากให้มาเจออะไรแบบนี้ ยิ่งอาการสติแตกแบบนั้น แบบโอ๊ย แงงงงง (แบบที่กรีดร้องในทวิตไปแล้วนั่นแหละ)
ปล. ฮิเดฮิสะหล่อเกินไปแล้ว แอร๊บ

#6 By kiyono on 2012-11-28 17:19

ฉันชอบตอนเปิดปิดไฟฉายมากอะ
มันดูสับสนงุ่นง่านและเครียดจัดดีทีเดียว
แถมยังเป็นการเพิ่มความประสาทเสียแบบง่ายๆ
ให้ม่านตาที่ปรับไม่ทันนั่นอีก

ความไม่เคยเหงาของชิโอริจังนี่มันน่ารักมากๆอะ
เธองุงิได้ตลอดเวลา จนกระทั่งต้องมามีช่วงเวลาแบบนี้
ที่อยากเก็บคุณหมีไว้มากกว่า 9มม.นั่นก็สมเป็นเธอสุดๆ
ฉันอ่านถึงแล้วแอบคิดว่าตลกแต่อยากจะร้องไห้ออกมาแทนจริงๆ

ปล. ชอบที่เธอโรลชิโอริจังอ้วกนะ
เพราะฉันรอจะแซวพ่อเด็กในท้องมาตลอด.. /ไม่ใช่
คิดว่ามันเป็นรีแอคชั่นที่เดี๋ยวก็ได้พบแน่ๆ แล้วก็มาน่ะ
เรียลนัก!

#5 By k n o c t u a on 2012-11-28 16:53

โอ๋เอ๋นะชิโอริ
แต่ขอสารภาพว่าฉันหลุดขำนิดนึงตอนที่ชิโอริบอกตัวเองว่าห้ามเปิดกระเป๋า บรรทัดต่อมาเธอก็คุ้ยซะกระจุย
 
ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่าชิโอริเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีคนที่รักมาโดยตลอด เศร้าจริงๆที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้นะ 
 
ขอขำอีกทีตอนที่เธอคิดว่าคิรามิจะทำอะไรอยู่ OTL เธอกำลังปีนต้นไม้และโดนงูเลื้อยผ่านขา OTL 
 
ชอบฉากเปิดปิดไฟฉายเหมือนกัน แต่ก็กลัวจะมีใครมาเจอเพราะสัญญาณไฟของเธอจังเลย 
 
สู้ๆนะมิลนะ อย่าเครียดๆ

#4 By N I L E on 2012-11-28 15:23

เห็นเธอดูพยายามกับการเขียนมาก ฉันให้ตราปั๊มสิบเต็มสิบเลยนะ! เธอเขียนดีมากกกกกเหอะ
ชิโอรินที่พยายามมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา ทำไมจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ
ถ้าฉันเป็นคนดูทางบ้านจะต้องลุกขึ้นมาประท้วงแน่ๆเลย เด็กๆร้องไห้มากกันเกินไปแล้ว..
ฉันอยากจะร้องไห้ออกมากับความกังวลพวกนั้นเลยล่ะ
สู้ต่อไปนะชิโอริน!

#3 By gr*さくじろー on 2012-11-28 14:35

เธอแปะลงบล็อกจนได้ ฮูเร! *รัวมือ
เห็นเธอดูเครียดกับการเขียนมากเลย แต่ฉันว่าเธอเขียนดีมากเลยนะๆ ชิโอริจังน่าสงสาร วันแรกอยู่อย่างโดดเดี่ยวจริงๆ ฉันถูกใจกริยาเปิดปิดไฟฉายของชิโอริตั้งแต่เธอโรล พอมาอยู่ในฟิคแล้วมันสะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่าเดิมอีกอะ ฮือ ชิโอริของน้า T T *ลูบหัวๆ
เด็กที่ร่าเริงแบบนี้มาอยู่บนเกาะนี่เป็นเรื่องน่าเศร้าสุดๆ เลย ฉันจะรออ่านตอนต่อ

#2 By nechu* on 2012-11-28 13:18

ป๊ะป๋าทนดูชิโอริล้มลุกคลุกคลานไม่ได้จริง ๆ OTZ
ประโยคนั้นของฮดฮสเท่ไปแล้วนะ ไอ้พระเอกโชโจนี่ //น้ำตาไหล //โฮวๆๆๆๆๆๆ ขอบคุณน้าฮดฮส
ชิโอริอยู่คนเดียวแต่ก็แต่งออกมาได้ดีนะ ช่วงท้าย ๆ ตอนโรลฉันกลัวชิโอจังจะเสียสติไป OTZ
ฉันไม่รู้จะทนดูชิโอริเป็นอะไรไปได้ยังไง ช่วยรอดไปให้ได้ด้วยนะ

#1 By W on 2012-11-28 13:17